วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศโลก
          บรรยากาศของโลกเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา (Dynamic) ภูมิอากาศของโลกจึงมีการเปลี่ยนแปลงเป็นช่วงเวลาสั้นบ้างยาวบ้าง ขึ้นอยู่กับปัจจัยสาเหตุนานาประการ ตัวอย่างเช่น การระเบิดของภูเขาไฟทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงช่วงเดือนหรือปี การพุ่งชนของอุกาบาตทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายสิบปี การเพิ่มขึ้นของมลภาวะทางอากาศก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนับศตวรรษ การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทรและขนาดของแผ่นน้ำแข็ง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของวงโคจรโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นคาบนับล้านปี การเคลื่อนที่ของทวีปและการเปลี่ยนพลังงานจากดวงอาทิตย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนับพันล้านปี ดังกราฟในภาพที่ 1

ภาพที่ 1 ปัจจัยและคาบการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก
ปัจจัยที่ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
          ปัจจัยที่ทำให้ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอกได้แก่ พลังงานจากดวงอาทิตย์ และวงโคจรของโลก ปัจจัยภายในได้แก่ การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของก๊าซในบรรยากาศ การเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวโลก ซึ่งพอสรุปรวมได้ดังนี้
           พลังงานจากดวงอาทิตย์
           วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์
           องค์ประกอบของบรรยากาศ
           อัลบีโด หรือความสามารถในการสะท้อนแสงของบรรยากาศ และพื้นผิวโลก
           น้ำในมหาสมุทร
           แผ่นน้ำแข็งขั้วโลก
           การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก
          ทุกปัจจัยที่กล่าวมามีผลกระทบต่อบรรยากาศโลกโดยตรง และมีผลกระทบต่อกันและกัน ซึ่งยังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพรวม ดังที่แสดงในภาพที่ 2

ภาพที่ 2 ปัจจัยที่ทำให้ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง
ความแปรปรวนของแสงดวงอาทิตย์
          พลังงานจากดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์มีขนาดไม่คงที่ ในยุคเริ่มแรกของระบบสุริยะดวงอาทิตย์มี
ขนาดเล็กและมีแสงสว่างน้อยกว่าปัจจุบัน ดวงอาทิตย์ขยายตัวใหญ่ขึ้นเนื่องจากการเผาไหม้ก๊าซ
ไฮโดรเจนที่อยู่ภายใน เมื่อพื้นที่ผิวเพิ่มขึ้น ความสว่างก็ยิ่งมากขึ้นด้วย อีกประมาณ 5 พันล้านปี ดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่เท่าวงโคจรของดาวอังคาร นอกจากนี้ปริมาณและพื้นที่ของจุดบนดวงอาทิตย์
(Sunspots) ในแต่ละวันยังไม่เท่ากัน ดวงอาทิตย์จะมีจุดมากเป็นวงรอบทุกๆ 11 ปี สิ่งนี้มีผลกระทบต่อ
พลังงานที่โลกได้รับด้วย
วัฏจักรมิลานโควิทช์
          ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์ชาวเซอร์เบียชื่อ มิลูติน มิลานโควิทช์ (Milutin Milankovitch) ได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเป็นคาบเวลาระยะยาว เกิดขึ้นจากปัจจัย 3 ประการคือ
          1. วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ เปลี่ยนแปลงขนาดความรี (รีมาก - รีน้อย) เป็นวงรอบ 96,000 ปี เมื่อโลกเข้าใกล้ดวงอาทิตย์อุณหภูมิก็จะสูงขึ้น เมื่อโลกอยู่ไกลอุณหภูมิก็จะต่ำลง
          2. แกนหมุนของโลกส่าย (เป็นวงคล้ายลูกข่าง) รอบละ 21,000 ปี ทำให้แต่ละพื้นที่ของโลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ในช่วงเวลาเดียวกันของแต่ละปี
          3. แกนของโลกเอียงทำมุมระหว่าง 21.5 - 24.5 องศา กับระนาบของวงโคจรโลกรอบดวงอาทิตย์ กลับไปมาในคาบเวลา 41,000 ปี แกนของโลกเอียงเป็นสาเหตุทำให้เกิดฤดูกาล ปัจจุบันแกนของโลกเอียง 23.5 องศา หากแกนของโลกเอียงมากขึ้น ก็จะทำให้ขั้วโลกได้รับแสงอาทิตย์มากขึ้นในฤดูร้อนและน้อยลงในฤดูหนาว ซึ่งมีผลทำให้ฤดูร้อนและฤดูหนาวมีอุณหภูมิแตกต่างกันมากขึ้น กราฟในภาพที่ 3 แสดงให้เห็นอิทธิพลของปัจจัยทั้งสามทำให้ภูมิอากาศโลกมีอุณหภูมิสูงและต่ำสลับกันไปเป็น วัฏจักร โดยที่แต่ละคาบนั้นมีระยะเวลาและความรุนแรงไม่เท่ากัน

ภาพที่ 3 ปัจจัยของวัฏจักรมิลานโควิทช์
องค์ประกอบของบรรยากาศ 
           สัดส่วนของก๊าซในบรรยากาศ ไม่ใช่สิ่งคงตัว แต่ก่อนโลกของเราเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอน
ไดออกไซด์ ก๊าซออกซิเจนเพิ่งจะเกิดขึ้นจากการสังเคราะห์อาหารด้วยแสงของคลอโรฟิลล์ในสิ่งมีชีวิต
เมื่อประมาณ 2 พันปีที่แล้วมานี้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทสิ่งมีชีวิต) ก๊าซบางชนิดมีผลกระทบต่อ
อุณหภูมิของบรรยากาศโดยตรง เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซมีเทน เนื่องจากเป็นก๊าซเรือน
กระจก ก๊าซบางชนิดไม่มีผลกระทบต่ออุณหภูมิของบรรยากาศโดยตรง แต่จะมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต
และองค์ประกอบทางเคมีของบรรยากาศ เช่น ก๊าซออกซิเจน ก๊าซโอโซน

ภาพที่ 4 องค์ประกอบของบรรยากาศโลกในอดีต
น้ำในมหาสมุทร
          น้ำในมหาสมุทรมีหน้าที่ควบคุมภูมิอากาศโดยตรง ความชื้นในอากาศมาจากน้ำในมหาสมุทร ความเค็มของน้ำทะเลมีผลต่อความจุความร้อนของน้ำ การไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทรจึงมีผลกระทบต่อภูมิอากาศบนพื้นทวีปโดยตรง ระบบการไหลเวียนของน้ำใต้มหาสมุทรที่เรียกว่า “แถบสายพานยักษ์” (Great conveyor belt) สร้างผลกระทบต่อภูมิอากาศโลก เป็นวงรอบ 500 – 2,000 ปี

ภาพที่ 5 แถบสายพานยักษ์
อัลบีโด
          อุณหภูมิของพื้นผิวและบรรยากาศของโลกจะสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการดูดกลืนและสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์ แผ่นน้ำแข็ง ก้อนเมฆ สะท้อนรังสีคืนสู่อวกาศ และฝุ่นละอองที่แขวนลอยในอากาศ ทำให้พื้นผิวโลกมีอุณหภูมิต่ำ ขณะที่ป่าไม้และน้ำดูดกลืนพลังงาน ทำให้พื้นผิวมีอุณหภูมิสูง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิว ย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิด้วย (รายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่อง “สมดุลของพลังงาน”)
แผ่นน้ำแข็งขั้วโลก
          ร้อยละ 75 ของน้ำจืดบนโลก สะสมอยู่ที่เกาะกรีนแลนด์ ในมหาสมุทรอาร์คติก และบนทวีปแอนตาร์คติก ในรูปของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก หากแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกทั้งสองละลายหมดจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 66 เมตร พื้นที่เกาะและบริเวณชายฝั่งจะถูกน้ำท่วม อัลบีโดของพื้นผิวและปริมาณความร้อนที่สะสมอยู่ในน้ำทะเลจะเปลี่ยนแปลงไป และส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศ
การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก
          เปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเป็นวัฏจักรต่อเนื่อง (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่อง “วัฏจักรวิลสัน” ในบทธรณี) กระบวนการธรณีแปรสันฐาน หรือ เพลตเทคโทนิคส์ (Plate Tectonics) เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งทุกอย่างบนผิวโลก อันเป็นปัจจัยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เช่น ก๊าซจากภูเขาไฟ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของบรรยากาศ ฝุ่นละอองภูเขาไฟกรองรังสีจากดวงอาทิตย์ การเปลี่ยนแปลงของผิวโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัลบีโด และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
การศึกษาบรรยากาศของโลกในอดีต
          ในการพยากรณ์อากาศนั้น นักอุตุนิยมวิทยาได้ข้อมูลอากาศมาจากสถานีตรวจอากาศภาคพื้น ประกอบกับข้อมูลจากบอลลูน เครื่องบิน และดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา แต่ทว่าในการสืบค้นข้อมูลสภาพอากาศในอดีตนับหมื่นหรือแสนปีนั้น นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาจากฟองก๊าซซึ่งถูกกักขังไว้ในแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก เมื่อหิมะตกลงมาทับถมบนพื้นผิว มันจะมีช่องว่างสำหรับอากาศ กาลเวลาต่อมาหิมะที่ถูกทับถมตกผลึกกลายเป็นน้ำแข็งกักขังฟองก๊าซไว้ข้างใน (ดังที่แสดงในภาพที่ 6) เพราะฉะนั้นแผ่นน้ำแข็งแต่ละชั้นย่อมเก็บตัวอย่างของบรรยากาศไว้ในยุคสมัยที่แตกต่างกัน ยิ่งเจาะน้ำแข็งลงไปลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ฟองอากาศเก่าแก่โบราณมากขึ้นเท่านั้น วิธีการตรวจวัดเช่นนี้สามารถได้ฟองอากาศซึ่งมีอายุถึง 110,000 ปี สถานีขุดเจาะแผ่นน้ำแข็งเพื่อการวิจัยบรรยากาศที่สำคัญมี 2 แห่งคือ ที่เกาะกรีนแลนด์ ในมหาสมุทรอาร์คติกใกล้ขั้วโลกเหนือ และที่สถานีวิจัยวอสตอค ในทวีปแอนตาร์คติกใกล้ขั้วโลกใต้
ภาพที่ 6 การกักขังฟองก๊าซของแผ่นน้ำแข็ง
          นักวิทยาศาสตร์ทำการตรวจวัดอายุของฟองก๊าซ ได้จากการศึกษาก๊าซและฝุ่นละอองที่ถูกสะสม เทียบกับเหตุการณ์ทางธรณีในยุคนั้น หรือไม่ก็ใช้การตรวจวัดกัมมันตภาพรังสีของคาร์บอน ในฟองก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ ภายในก้อนน้ำแข็ง ภาพที่ 7 แสดงให้เห็นถึงปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ในแต่ละยุคสมัย ซึ่งมีผลทำให้อุณหภูมิของอากาศแปรผันตามไปด้วย
          ทั้งนี้เป็นเพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจก ดูดกลืนรังสีอินฟราเรดทำให้โลกอบอุ่น ในบางช่วงเวลาอุณหภุมิต่ำมากจนกลายเป็นยุคน้ำแข็ง ในช่วงเวลาโลกร้อนสลับกันไป ด้วยสาเหตุของวัฎจักรมิลานโควิทช์ และปัจจัยทั้งหลายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ภาพที่ 7 กราฟแสดงอุณหภูมิและปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอดีต
ที่มา http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/5/temp_change/temp_change/temp_change.html






การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) คือ การเปลี่ยนแปลงลักษณะอากาศเฉลี่ย (average weather) ในพื้นที่หนึ่ง ลักษณะอากาศเฉลี่ย หมายความรวมถึง ลักษณะทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอากาศ เช่น อุณหภูมิ ฝน ลม เป็นต้น (ดูความหมายของ climate และ weather คลิ๊กที่นี่)
ในความหมายตามกรอบของอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ FCCC (Framework Convention on Climate Change) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นผลทางตรง หรือทางอ้อมจากกิจกรรมของมนุษย์ ที่ทำให้องค์ประกอบของบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากความผันแปรตามธรรมชาติ
แต่ความหมายที่ใช้ในคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเนื่องมาจาก ความผันแปรตามธรรมชาติ หรือกิจกรรมของมนุษย์มนุษย์มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้อย่างไร ?
กิจกรรมของมนุษย์ที่มีผลทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง คือ กิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น เป็นเหตุให้ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ และส่งผลให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้น ที่เรียกว่า ภาวะโลกร้อน (Global warming)ก๊าซเรือนกระจก คืออะไร ?
ก๊าซเรือนกระจก คือ ก๊าซที่เป็นองค์ประกอบของบรรยากาศ และมีคุณสมบัติยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุมายังพื้นผิวโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดที่แผ่ออกจากพื้นผิวโลกเอาไว้ ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ และเป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเธน ไนตรัสออกไซด์ ฯลฯภาวะเรือนกระจก คืออะไร ?
ภาวะเรือนกระจก คือ ภาวะที่ชั้นบรรยากาศของโลกกระทำตัวเสมือนกระจก ที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านลงมายังพื้นผิวโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดที่แผ่ออกจากพื้นผิวโลกเอาไว้ จากนั้นก็จะคายพลังงานความร้อนให้กระจายอยู่ภายใน      บรรยากาศจึงเปรียบเสมือนกระจกที่ปกคลุมผิวโลกให้มีภาวะสมดุลทางอุณหภูมิ และเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตบนผิวโลก (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tmd.go.th/knowledge/know_greenhouse01.html)


ภาวะโลกร้อน คืออะไร ?
ภาวะโลกร้อน หมายถึง ภาวะที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ภาวะโลกร้อนอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน ระดับน้ำทะเล และมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อพืช สัตว์ และมนุษย์โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ ?
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1861 (พ.ศ. 2404) อุณหภูมิผิวพื้นเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น และสูงขึ้นประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส ในศตวรรษที่ 20 (จากรายงานการประเมินครั้งที่ 3 หรือ Third Assessment Report - TAR ของคณะทำงานกลุ่ม 1 IPCC)     จากการวิเคราะห์ข้อมูลในซีกโลกเหนือ ย้อนหลังไป 1,000 ปี พบว่า อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นมากในศตวรรษที่ 20 โดยสูงขึ้นมากที่สุดในทศวรรษที่ 1990 และ ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) เป็นปีที่ร้อนมากที่สุดในรอบ 1,000 ปี
ปริมาณฝนและระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ?
ในศตวรรษที่ 20 ปริมาณน้ำฟ้า (น้ำฟ้า หมายถึง น้ำที่ตกลงมาจากฟ้าไม่ว่าจะอยู่ในภาวะของเหลวหรือของแข็ง เช่น ฝน หิมะ ลูกเห็บ) บริเวณพื้นแผ่นดินส่วนใหญ่ของซีกโลกเหนือในเขตละติจูดกลางและละติจูดสูง สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 5 - 10 % แต่ลดลงประมาณ 3 % ในบริเวณกึ่งเขตร้อน
ส่วนระดับน้ำทะเล จากข้อมูลทางธรณีวิทยา ปรากฏว่าเมื่อ 6,000 ปีที่ผ่านมาระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้นในอัตราเฉลี่ยประมาณ 0.5 มม./ปี และในระยะ 3,000 ปีที่ผ่านมา สูงขึ้นเฉลี่ย 0.1 - 0.2 มม./ปี (IPCC, 2001) แต่จากข้อมูลตรวจวัดในศตวรรษที่ 20 ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้นในอัตราเฉลี่ย 1 - 2 มม./ปี
ประชาคมโลกตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างไร ?
ในการประชุมภูมิอากาศโลกครั้งแรก (The First World Climate Conference) ซึ่งจัดขึ้นที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 12 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 นักวิทยาศาสตร์ได้ตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก การประชุมครั้งนี้เน้นถึงเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มีต่อมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ และเรียกร้องให้รัฐบาลของแต่ละประเทศให้ความสำคัญกับภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงและป้องกันการกระทำของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งจะกลับมามีผลกระทบต่อมนุษย์เอง นอกจากนี้ยังได้วางแผนจัดตั้ง "แผนงานภูมิอากาศโลก" (World Climate Programme หรือ WCP) ภายใต้ความรับผิดชอบขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization หรือ WMO), โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme หรือ UNEP) และ International Council of Science Unions หรือ ICSU
หลังจาก พ.ศ. 2522 เป็นต้นมาได้มีการประชุมระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอีกหลายครั้ง ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ The Villach Conference ประเทศออสเตรีย (9 - 15 ตุลาคม 2528), The Toronto Conference ประเทศแคนาดา (27 - 30 มิถุนายน พ.ศ.), The Ottawa Conference ประเทศแคนาดา (20 - 22 กุมภาพันธ์ 2532), The Tata Conference นิวเดลฮี ประเทศอินเดีย (21 - 23 กุมภาพันธ์ 2532), The Hague Conference and Declaration ประเทศเนเธอร์แลนด์ (11 มีนาคม 2532), The Noordwijk Ministerial Conference ประเทศเนเธอร์แลนด์ (6 - 7 พฤศจิกายน 2532), The Cairo Compact ประเทศอียิปต์ (ธันวาคม 2532) และ The Bergen Conference ประเทศนอรเวย์ (พฤษภาคม 2533) การประชุมเหล่านี้ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมากขึ้น ผู้เข้าร่วมประชุม รวมทั้งผู้กำหนดนโยบายในหน่วยงานรัฐบาล นักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาประเด็นทั้งด้านวิทยาศาสตร์และนโยบาย และเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกร่วมมือดำเนินการเกี่ยวกับปัญหานี้
ปี พ.ศ. 2531 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้จัดตั้ง คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินข้อมูลข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์ และเศรษฐกิจ-สังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ตลอดจนผลกระทบ การปรับตัว และการบรรเทาปัญหาอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
พ.ศ. 2533 IPCC ได้เสนอรายงานการประเมินครั้งที่ 1 (The First Assessment Report) ซึ่งเน้นย้ำปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รายงานนี้มีผลอย่างมากต่อสาธารณชนและผู้กำหนดนโยบาย และเป็นพื้นฐานในการเจรจาอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
ในเดือนธันวาคม 2533 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมีมติให้เริ่มดำเนินการเจรจาข้อตกลง โดยตั้งคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลเพื่อจัดทำร่างอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Intergovernmatal Nogotiating Committee for a Framework Convention on Climate Change หรือ INC/FCCC) ซึ่งได้มีการประชุมทั้งหมด 5 ครั้ง ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2534 - พฤษภาคม 2535 และเนื่องจากเส้นตายที่จะมีการประชุมสุดยอดของโลก (Earth Summit) หรือการประชุมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nations Conference on Environment and Development หรือ UNCED) ในเดือนมิถุนายน 2535 ผู้เจรจาจาก 150 ประเทศจึงจัดทำร่างอนุสัญญาฯ เสร็จสิ้น และยอมรับที่นิวยอร์ค เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2535
ในการประชุมสุดยอดของโลก เมื่อเดือนมิถุนายน 2535 ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ตัวแทนรัฐบาล 154 รัฐบาล (รวมสหภาพยุโรป) ได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) โดยเป้าหมายสูงสุดของ UNFCCC คือ การรักษาระดับปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศให้คงที่อยู่ในระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อระบบภูมิอากาศ
วันที่ 21 มีนาคม 2537 เป็นวันที่อนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอนุสัญญาฯ ระบุว่าให้มีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน หลังจากประเทศที่ 50 ให้สัตยาบัน





ต่อจากนั้นอีก 6 เดือน คือ วันที่ 21 กันยายน 2537 ประเทศพัฒนาแล้วเริ่มเสนอรายงานแห่งชาติ (National Communications) เกี่ยวกับกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลฯ (INC) ได้มีการประชุมกันหลายครั้งเพื่อพิจารณาเรื่องการอนุวัติตามอนุสัญญาฯ การจัดการเกี่ยวกับการเงิน การสนับสนุนเงินทุนและเทคโนโลยีแก่ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งแนวทางการดำเนินงานและสถาบันที่เกี่ยวข้อง ต่อมาคณะกรรมการชุดนี้ค่อย ๆ ลดบทบาทลง และยุบไป (การประชุมครั้งสุดท้าย เดือนกุมภาพันธ์ 2538) และได้ให้ที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาฯ ( The Conference of the Parties หรือ COP) เป็นองค์กรสูงสุดของอนุสัญญาฯ โดย COP มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการอนุวัติตามอนุสัญญาฯ และประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการตัดสินใจสนับสนุนและส่งเสริมการอนุวัติตามอนุสัญญาฯ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง COP มีการประชุมทุกปี จำนวน 9 ครั้ง จนถึง พ.ศ. 2546 ดังนี้
COP-1เป็นการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาฯ ครั้งแรก จัดขึ้นที่ เบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม - 7 เมษายน พ.ศ. 2538
COP-2จัดขึ้นที่ เจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 8 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2539
COP-3จัดขึ้นที่ เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 1 - 10 ธันวาคม พ.ศ. 2540
COP-4จัดขึ้นที่ บัวโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ระหว่างวันที่ 2 - 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541
COP-5จัดขึ้นที่ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
COP-6จัดขึ้น กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 13 - 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543
COP-7จัดขึ้นที่ มาราเก็ช ประเทศโมรอคโค ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544
COP-8จัดขึ้นที่ นิวเดลฮี ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545
COP-9จัดขึ้นที่ มิลาน ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 1 - 12 ธันวาคม พ.ศ. 2546

ที่มา http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=86

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ 



         อุณหภูมิของโลกทั้งบนแผ่นดินและในมหาสมุทร  ได้เพิ่มขึ้น 0.75 องศาเซลเซียส เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงปี พ.ศ. 2403 – 2443 ตาม การบันทึกอุณหภูมิด้วยเครื่องมือ” (instrumental temperature record) การวัดอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่มีผลมากนักต่อ ปรากฏการณ์เกาะความร้อน” นับแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา อุณหภูมิผิวดินได้เพิ่มเร็วขึ้นประมาณ 2 เท่าเมื่อเทียบกับการเพิ่มอุณหภูมิของผิวทะเล (0.25 องศาเซลเซียส ต่อทศวรรษ กับ 0.13 องศาเซลเซียส ต่อทศวรรษ)  อุณหภูมิของชั้นบรรยากาศโทรโปสเฟียร์ตอนล่างได้เพิ่มขึ้นระหว่าง 0.12 และ 0.22 องศาเซลเซียส ต่อทศวรรษมาตั้งแต่ พ.ศ. 2522 เช่นกันจากการวัดอุณหภูมิโดยดาวเทียม เชื่อกันว่าอุณหภูมิของโลกค่อนข้างเสถียรมากกว่ามาตั้งแต่ 1 – 2,000 ปีก่อนถึงปี พ.ศ. 2422 โดยอาจมีการขึ้น ๆ ลง ๆ ตามภูมิภาคบ้าง เช่นในช่วง การร้อนของยุคกลาง (Medieval Warm Period) และ ในยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age)
        อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรเพิ่มในอัตราที่ช้ากว่าบนแผ่นดินเนื่องจากความจุความร้อนของน้ำที่มากกว่าและจากการสูญเสียความร้อนที่ผิวน้ำจากการระเหยที่เร็วกว่าบนผิวแผ่นดิน         เนื่องจากซีกโลกเหนือมีมวลแผ่นดินมากกว่าซีกโลกใต้ ซีกโลกเหนือจึงร้อนเร็วกว่า และยังมีพื้นที่ที่กว้างขวางที่ปกคลุมโดยหิมะตามฤดูกาลที่มีอัตราการสะท้อนรังสีที่ป้อนกลับได้มากกว่า แม้แก๊สเรือนกระจกจะถูกปลดปล่อยในซีกโลกเหนือมากกว่าซีกโลกใต้ แต่ก็ไม่มีผลต่อความไม่ได้ดุลของการร้อนขึ้น เนื่องจากแก๊สกระจายรวมกันได้รวดเร็วในบรรยากาศระหว่างสองซีกโลก

        โดยอาศัยการประมาณจากข้อมูลของ สถาบันกอดดาร์ดเพื่อการศึกษาห้วงอวกาศ" (Goddard Institute for Space Studies) ของนาซา โดยการใช้เครื่องมือวัดแบบต่าง ๆ ที่เชื่อถือได้และมีใช้กันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2400 พบว่าปี พ.ศ. 2548 เป็นปีที่ร้อนที่สุด ร้อนกว่าสถิติร้อนสุดที่บันทึกได้เมื่อ พ.ศ. 2541 เล็กน้อยแต่การประมาณที่ทำโดยองค์การอุตุนิยมโลก (World Meteorological Organization) และหน่วยวิจัยภูมิอากาศสรุปว่า พ.ศ. 2548 ร้อนรองลงมาจาก พ.ศ. 2541
่้
       การปลดปล่อยมลพิษจากการกระทำของของมนุษย์ที่เด่นชัดอีกอย่างหนึ่งได้แก่ ละอองลอย" ซัลเฟต ซึ่งสามารถเพิ่มผลการลดอุณหภูมิโดยการสะท้อนแสงอาทิตย์กลับออกไปจากโลก สังเกตได้จากการบันทึกอุณหภูมิที่เย็นลงในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณตั้งแต่ พ.ศ. 2490) แม้การเย็นลงนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการผันแปรของธรรมชาติ เจมส์ เฮนสันและคณะได้เสนอว่าผลของการเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์คือ CO2 และละอองลอยจะหักล้างกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การร้อนขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเกิดจากแก๊สเรือนกระจกที่ไม่ใช่ CO2  
   
        นักภูมิอากาศบรรพกาลวิทยา (Paleoclimatologist) วิลเลียม รัดดิแมนได้โต้แย้งว่าอิทธิพลของมนุษย์ที่มีต่อภูมิอากาศโลกเริ่มมาตั้งแต่ประมาณ 8,000 ปีก่อน เริ่มด้วยการเปิดป่าเพื่อทำกินทางเกษตร และเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ด้วยการทำการชลประทานเพื่อปลูกข้าวในเอเซีย การแปลความหมายของรูดิแมนจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ขัดแย้งกับข้อมูลแก๊สมีเทน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคืออะไร?
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือการที่โลกของเราร้อนขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากกิจกรรมของมนุษย์ มันเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ และรัฐบาลทั่วโลกต่างเห็นพ้องว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำลาย และทำให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติหลายแห่ง รวมทั้งชุมชนได้รับความเสียหายเมื่อเราเอ่ยถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก เรากำลังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั้งหมดทั่วโลก อัตราและความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกในระยะยาวจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นได้อย่างไร?
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากปริมาณความเข้มข้นของก๊าซบางชนิดในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มมากขึ้น ก๊าซที่เก็บความร้อนเหล่านี้จะทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในชั้นบรรยากาศโลกเพราะมันจะดักจับความร้อนที่เพิ่มขึ้นในกระบวนการต่างๆ ก๊าซในกลุ่มนี้ที่มีอยู่ทั่วไปคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยออกมาจากระบวนการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จากโรงไฟฟ้า ยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรมและอื่นๆ รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่าจำนวนมหาศาล

อะไรคือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ?


        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นมากกว่าเรื่องของความร้อน จากรายงานการประเมินครั้งที่ 3 ของ IPCC พบว่าอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในรูปแบบต่างๆ เช่น รูปแบบของลม จำนวน และ ชนิดของไอน้ำในอากาศ (ฝน ลม หิมะ น้ำแข็ง) รวมทั้งความถี่ของอากาศที่รุนแรงขึ้นซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังกล่าวอาจจะยังไม่เกิดขึ้น และ/หรืออาจจะทำให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจตามมา ตัวอย่างผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้แก่
1. ปริมาณน้ำจืดที่ลดลง - ภายในเวลา 50 ปี จำนวนของประชากรที่ขาดแคลนน้ำดื่มจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 5,000 ล้านคนจากทั้งหมด 8,000 ล้านคน
2. ผลผลิตการเกษตรตกต่ำลง – เห็นได้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกมีผลต่อผลิตผลทางการเกษตรในระดับท้องถิ่นและมีผลต่อปริมาณอาหารสำรองในโลก
3. ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลงและหน้าดินได้รับความเสียหาย – การย้ายพื้นที่เพาะปลูก ภัยแล้ง และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณไอน้ำในอากาศจะเพิ่มปริมาณการย้ายถิ่นฐานของประชากร สิ่งนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมในการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและมลภาวะจากอุตสาหกรรม
4. ยาฆ่าแมลงและโรคระบาด - ภาวะโลกร้อนจะเอื้อต่อการแพร่กระจายของแมลงศัตรูพืช เช่น ยุงที่เป็นพาหะของไข้มาลาเรีย 
5. ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น - เมื่อโลกร้อนขึ้น ระดับน้ำทะเลก็จะขยายขนาดของมันตามไปด้วย สิ่งนี้เกี่ยวเนื่องกับการละลายของธารน้ำแข็ง เช่น แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และภูเขาน้ำแข็งในทะเล ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นจาก 0.1 เป็น 0.5 เมตร ในกลางศตวรรษหน้า การเพิ่มขึ้นขอระดับน้ำทะเลจะทำให้ชุมชนริมฝั่งทะเล พื้นที่การเกษตร แหล่งน้ำจืดริมฝั่ง รวมถึงประเทศที่เป็นเกาะกลางมหาสมุทรหรือทะเลตกอยู่ในอันตราย
6. สภาพภูมิอากาศรุนแรงที่เกิดมากขึ้น เช่น ความแห้งแล้ง อุทกภัย พายุ และ อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อสังคมและเศรษฐกิจ
ที่มา นายภูวนัย  ศรีขยัน
โรงเรียนห้วยนางราษฎร์บำรุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึึกษาเขต 13

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ศึกษาพืชในท้องถิ่น (ขั้นตอน+วิธีการเเปรรูปใบบัวบก)


น้ำสมุนไพรไทยเพื่อสุขภาพ

มีวีดีโอสนุกมาฝากครับ,,,อยากรู้คลิกเลย
V
V
V


ใบบัวบก 

               ใบบัวบกเป็นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านเป็นพืชล้มลุกที่หาได้ง่าย หรือถ้าจะปลูกก็ง่ายเหมือนกันค่ะ ใบบัวบกนั้นนอกจะเอาไว้กินแกล้มกับน้ำพริกกระปิคั่ว-ยำใบบัวบก-สลัดใบบัวบกแล้วยังสามารถนำไปใช้พอกหน้าเพื่อความสวยความงามได้อีกนะคะ


ส่วนผสม

              1.ใบบัวบก     2.น้ำตาลทราย   3.เกลือป่น    4.น้ำต้มสุก


วิธีการทำนำ้ใบบัวบก

              1.ตัดก้านใบบัวบกห่างจากโคนก้าน 2 นิ้ว ล้างให้สะอาดหลายๆ น้ำ แช่น้ำทิ้งไว้สักครู่

              2.หันใบบัวบกหยาบๆ ใส่ลงในเครื่องปั่น เติมน้ำสุกลงครั้งละ 2 ถ้วยตวง ต่อใบบัวบก 150 กรัม ปั่นละเอียด เทลงในกระชอน ที่ปูผ้าขาวบางช้อนกัน 2 ชั้น ทำจนหมด ใส่เกลือป่น 2 ช้อนชา ลงในน้ำที่กรองไว้ แช่เย็นเก็บไว้

              3.ทำน้ำเชื่อมโดยการใช้น้ำ 1 ถ้วยตวง และน้ำตาล 2 ถ้วยตวง ตั้งไฟทำน้ำเชื่อมเข้มข้น เสิร์ฟโดยการใส่น้ำเชื่อมเข้มข้น 2 ช้อนโต๊ะลงในน้ำใบบัวบก 1 แก้วประโยชน์ของน้ำใบบัวบก

              **มีวิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตาและมีสารแคลเซี่ยมมากเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีวิตามินบี 1 สูงกว่าผักหลายๆชนิด

              **แก้ช้ำใน ทำให้หายฟกช้ำได้ดี

              **แก้ร้อนในกระหายน้ำ
             
              **ลดอาการปวดศรีษะข้างเดียว บำรุงสมอง

              **บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้าใด้ดี

              **แก้ความดันโลหิตสูง ถ้าดื่มทุกวันเพียง 1 สัปดาห์ ความดันโลหิตที่สูงจะลดลง -นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ทำลายเซลมะเร็ง -ลดการอักเสบและรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำใส้

              **ช่วยการไหลเวียนของโลหิต
             
              **ทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว
         
              **ช่วยขับปัสสาวะ 

ศึกษาพืชในท้องถิ่น ใบบัวบก (การเเปรรูป)

 ถ้าพูดถึงอาการช้ำใน เรามักนึกถึงใบบัวบก นั่นเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ใบบัวบกมีสรรคุณทางยามานาน ส่วนสำคัญที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ส่วนของใบและราก รสและสรรพคุณยาไทย จะมีกลิ่นหอม รสขมเล็กน้อย โบราณว่าแก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า แก้ร้อนใน แก้โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งในปัจจุบันมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ
เมื่อ “ใบบัวบก” แก้ช้ำใน กลายเป็น “ชาพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ”  ฝืมือ นศ.มทร.ธัญบุรี
        การบริโภคใบบัวบกภายในประเทศส่วนมากมักจะนำไปทานสด เป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือคั้นน้ำ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากความกังวลและความเครียดได้ เนื่องจากในใบบัวบกประกอบด้วยวิตามินบี1 บี2 และบี6 ในปริมาณสูง นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายหลั่ง GABA (gamma-aminobutyric acid) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งในปริมาณที่มากขึ้นด้วย แต่เนื่องจากใบบัวบกที่ทานสดนั้นมีความขม เฝื่อน ทำให้รับประทานได้ยาก และมีอายุการเก็บรักษาที่น้อย ซึ่งทางเลือกอื่นในการรับประทานใบบัวบกคือ การอบด้วยลมร้อน นำไปผลิตเป็นชาใบบัวบก เพื่อให้ง่ายต่อการรับประทานและยังคงคุณประโยชน์และสรรพคุณเหมือนเดิม
      
       ซึ่งแนวคิดนี้เกิดจากนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วย นางสาวกนกภรณ์ เกาะเกตุ นางสาวสุกัญญา กระตุดนาค นางสาวมุจลินท์ จันมณี จากภาควิชาวิศวกรรมการเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยมี อาจารย์พฤกษา สวาทสุข เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้ทำการศึกษาคุณภาพหลักๆ คุณค่าและสารอาหารของใบบัวบก สภาวะอุณหภูมิที่เหมาะสมที่ใช้ในการอบแห้งใบบัวบก เปรียบเทียบคุณสมบัติก่อนและหลังอบ โดยศึกษาจากกระบวนการอบแห้งโดยเครื่องเป่าลมแห้ง เพื่อจะได้นำเอาผลการศึกษาที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตที่เหมาะสมในการผลิต ผลิตภัณฑ์แปรรูปใบบัวบกแห้งเป็นใบบัวบกสำเร็จรูปสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย พร้อมรับประทาน
เมื่อ “ใบบัวบก” แก้ช้ำใน กลายเป็น “ชาพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ”  ฝืมือ นศ.มทร.ธัญบุรี
        ซึ่งจากการศึกษาเจ้าของผลงานเปิดเผยว่า ในการทดลองใช้เครื่องเป่าลมแห้งอบแห้งที่อุณหภูมิ 75,90 และ 105 องศาเซลเซียส ที่ 3 ระดับความเร็วลมคือ 6.53 m/s,8.43 m/s และ8.80m/s ภายในระยะเวลาการอบ 75 นาที เพื่อนำมาเปรียบคุณสมบัติทางกายภาพและประสาทสัมผัสของน้ำใบบัวบกสดและชาใบบัวบกที่ได้จากการอบแห้งที่ปริมาณความชื้นน้อยกว่า 10 % wb
      
       “เราพบว่าอุณหภูมิ และเวลาที่ใช้ในการอบมีผลกระทบต่ออัตราการทำแห้ง และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าสี ในขณะที่ความเร็วลมไม่ส่งผลกระทบต่อค่าดังกล่าวมากนัก ในการทดสอบทางประสาทสัมผัสนั้นเลือกใช้ใบบัวบกที่อบแห้งที่ทุกอุณหภูมิ ทุกระดับความเร็วลมที่เวลา 45 นาที เปรียบเทียบกับน้ำใบบัวบกสด พบว่าที่ความเร็วลม 8.43 m/s อุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียส มีสีที่สวยกว่ารดชาดที่ดีกว่า และมีกลิ่นหอมมากกว่าน้ำใบบัวบกสดและชาใบบัวบกที่อบด้วยอุณหภูมิและความเร็วลมอื่นๆ”
      
       อย่างไรก็ตาม เจ้าของผลงานกล่าวว่า พวกตนหวังว่าผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้านี้จะมีผู้ที่สนใจนำเอาความรู้นี้ไปปรับประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ภาคประชาชนต่อไป

ศึกษาพืชในท้องถิ่นใบบัวบก (การปลูก/เตรียมดิน/การเก็บเกี่ยวผลผลิต)

  บัวบก ผักพื้นบ้านสามารถสร้างรายได้    
เป็นชื่อที่เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินกันบ่อย ๆ และประกอบกับประโยคที่มีการพูดอยู่เสมอว่าดื่มน้ำใบบัวบกจะช่วยแก้อาการอก หักได้ แก้ช้ำในได้ ทำให้ชุ่มคอ ชื่นใจ ในทุกยุคทุกสมัยน้ำใบบัวบกจึงมีให้หาดื่มได้ไม่ยากนัก เช่น ในสมัยก่อนน้ำใบบัวบกจะมีวางขายในบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ หรือไม่ก็วางบนรถเข็นเร่ขายตามตลาดทั่วไปในราคาแก้วละไม่กี่สตางค์ แต่ปัจจุบันนี้มีพ่อค้าแม่ค้าหรือกลุ่มแม่บ้านเกษตรนำใบบัวบกมาแปรรูปเป็น เครื่องดื่มสมุนไพรส่งวางขายตามห้างสรรพสินค้า ทั้งเล็กทั้งใหญ่เพื่อให้บริการกับทุก ๆ ท่านได้มากขึ้น บ้านอะลาง

นอกจากการแปรรูปเป็นน้ำใบบัวบกเครื่องดื่มสมุนไพรแล้ว ใบและเถาบัวบกยังได้นำไปเป็นพืชผักในครัวเรือน ตามร้านอาหารหรือสวนอาหาร มีการนำไปจัดเป็นผักสดรวมกับผักอื่น ๆ ให้เป็นผักเครื่องเคียงรับประทานกับแกงเหลืองอาหารรสแซบแบบปักษ์ใต้ รับประทานกับลาบ น้ำตก น้ำพริก ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน หรือเป็นเครื่องเคียงรับประทานกับแนมเนืองอาหารแบบชาวเวียดนาม ซึ่งไม่ว่าจะนำใบและเถาบัวบกมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร หรือนำมาเป็นผักสดรับประทานกับกับข้าวหรือแบบอื่นใดก็ตามต่างช่วยชูรสให้การ รับประทานอาหารมื้อนั้นอร่อยเพิ่มขึ้นนอกจากนี้การรับประทานผักอย่าง สม่ำเสมอยังได้ช่วยในระบบการย่อยอาหารและให้คุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อ ร่างกายด้วย ณ เวลานี้การปลูกบัวบกจึงเป็นพืชผักที่เลือกเป็นอาชีพเพื่อการผลิตให้สนองตอบ ต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ดีอีกพืชหนึ่ง

บัวบกผักพื้นบ้านที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ
ของท้องถิ่นอีกพืชหนึ่งที่ขณะนี้ยังมี พื้นที่การปลูกไม่มากนัก ในบางท้องถิ่นที่มีการปลูกบัวบกก็ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากสำนักงาน เกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัดให้มีการปลูกเป็นพืชผักที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ของท้องถิ่นในการเสริมสร้างรายได้ แต่ก็มีเกษตรกรบางรายได้นำไปปลูกเป็นอาชีพหลักก็มี โดยทั่วไปแล้วบัวบกเป็นพืชปลูกง่ายเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ ที่ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจปลูกบัวบกเป็นอาชีพหลักและอาชีพ เสริมเพื่อเสริมสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้มีความมั่นคง

      เทคนิคและวิธีการปลูกบัวบก    
คุณไพศาล พวงแย้ม เกษตรกรผู้หนึ่งที่ปลูกบัวบก อยู่ที่ตำบล แพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมนั้นประกอบอาชีพการทำนา 30 ไร่เป็นหลักเพียงกิจกรรมเดียว มีครั้งหนึ่งจากหลายครั้งที่เดินทางไปติดต่อซื้อขายสินค้าเกษตรในเขตจังหวัด นครปฐม ทำให้ได้พบเพื่อนเกษตรกรคนหนึ่งที่นำบัวบกมาขายจึงได้คุยกันและทำให้เกิดการ เรียนรู้เรื่องการปลูกบัวบกขึ้นมา เมื่อกลับมาถึงบ้านในระยะแรกยังไม่ได้คิดไม่ได้สนใจที่จะปลูกหรือนำวิธีการ ปลูกบัวบกมาเป็นอาชีพแต่อย่างใด เมื่อเวลาผ่านไป 5 - 6 ปี ทุกครั้งที่เดินทางไปค้าขายสินค้าเกษตรที่จังหวัดนครปฐมได้สังเกตุเห็นว่า การค้าขายบัวบกของเพื่อนเกษตรกรในตลาดที่จังหวัดนครปฐมเป็นไปได้ด้วยดี เมื่อกลับมาจึงได้ปรึกษากันในครอบครัวและได้ตัดสินใจด้วยกันว่าต้องนำการ ปลูกมาเป็นอาชีพเสริมจากการทำนา เริ่มแรกได้ตัดสินใจปรับพื้นที่นา 2 งานทำการปลูกบัวบกและปลูกเรื่อยมากระทั่งเพิ่มมาเป็น 4 ไร่ในปัจจุบันนี้และนับถึงเวลานี้ก็ปลูกบัวบกมาปีกว่าแล้ว
บัวบก เป็นไม้เลื้อยสูงจากพื้นดิน 15 - 20 เซนติเมตร รากงอกออกตามข้อของลำต้น ส่วนทางด้านบนของข้อจะเป็นส่วนที่แตกยอดหรือใบอ่อนด้วย เป็นใบเดี่ยวออกเป็นกระจุก 2 - 6 ใบ ดอกสีม่วงแดงเข้ม ส่วนที่นำมารับประทาน คือ ใบ และเถา มีรสชาติอร่อยเช่นเดียวกับพืชผักชนิดอื่น ๆ


การปลูกบัวบกครั้งแรกได้ปลูกด้วยเมล็ด
โดยได้แบ่งซื้อเมล็ดพันธุ์บัวบกจากเพื่อนเกษตรกรที่จังหวัดนครปฐม โดยนำมาเพาะในกระบะ ก่อนเมื่อต้นกล้าแข็งแรงหรือมีอายุ 15 - 25 วัน จากนั้นจะย้ายกล้าลงปลูกในแปลง ทำการดูแลรักษา ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ พร้อมกับเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโตของบัวบกไปด้วย หลังจากเก็บเกี่ยวบัวบกไปขายหมดแล้วต่อมาได้พัฒนาการปลูกบัวบกด้วยเมล็ดไปเป็นการปลูกโดยใช้ไหลหรือลำต้นทำให้เก็บผลผลิตได้ไวกว่าการปลูก ด้วยเมล็ด

       การเลือกพื้นที่ปลูกบัวบก       
พื้นที่ที่ปลูกบัวบกต้องเป็นพื้นที่ดอนไม่มีน้ำขังหรือควบคุมน้ำได้ดี พื้นที่ปลูกที่นี่เป็นดินนาค่อนข้างเหนียวการเตรียมดินได้ทำการไถพรวนดินใน พื้นที่นาให้ร่วนซุยเช่นเดียวกันกับการปลูกพืชผักทั่ว ๆ ไปแล้วตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 10 วันก่อนปลูกจะช่วยป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืชที่ฝังตัวอยู่ในดินได้ระดับ หนึ่งหรือหมดไป จากนั้นยกร่องเป็นแปลงปลูกกว้าง 4 เมตร ส่วนทางด้านความยาวของแปลงปลูกได้ปล่อยไปตามขนาดความยาวของพื้นที่ ระหว่างแปลงปลูกจัดเป็นร่องน้ำหรือทางเดินกว้าง 50 เซนติเมตร และลึก 15 เซนติเมตร สำหรับระยะปลูกหรือปักชำที่เหมาะสมคือจัดให้หลุมปลูกห่างกันด้านละ 15 x 15 เซนติเมตร เมื่อทำการปลูกหรือปักชำแล้วรดน้ำพอชุ่ม หลังจากปลูกหรือปักชำ 7 วันไหลหรือลำต้นบัวบกจะเจริญเติบโตแตกยอดออกมาใหม่ 1 - 2 ยอด เมื่อบัวบกเจริญเติบโตเต็มที่ตามความเหมะสมไหลหรือลำต้นจะแผ่กระจายออกเต็ม พื้นที่แปลงปลูก พร้อมที่จะให้ผลผลิต

การใส่ปุ๋ย ตลอดฤดูการปลูกบัวบกได้ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง
คือ ครั้งแรกใส่ปุ๋ยหลังจากปลูก 15 - 20 วัน โดยใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือบางครั้งจะใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 อัตรา 3 - 4 กิโลกรัมต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สองจะห่างจากการใส่ครั้งแรก 15 - 20 วันโดยเปลี่ยนเป็นใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ ทุกครั้งที่มีการใส่ปุ๋ยเสร็จแล้วจะต้องรดน้ำให้ชุ่ม สำหรับอัตราการใส่ปุ๋ยทุกครั้งจะดูการเจริญเติบโต ความอุดมสมบูรณ์ของดินและความสมบูรณ์ของต้นบัวบกด้วย จึงจะทำให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า

ศัตรูของบัวบก ที่พบได้แก่หนอนคืบที่มากัดกินใบ
เป็นศัตรูบัวบกชนิดหนึ่ง ถ้าหนอนชนิดนี้ระบาดมากมันจะกัดกินใบจนเหลือแต่ก้าน หรืออาจทำความเสียหายได้ทั่วทั้งแปลง จากการที่เคยสังเกตุได้พบว่าตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนเมื่อกะดูโดยสายตา มันจะมีขนาดเล็ก ปีกกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายปีกหน้าและปีกหลังมีสีน้ำตาลอมสีเทา ลำตัวยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ส่วนหัวเป็นสีน้ำตาล
ลำตัวเป็นสีน้ำตาลอ่อน นอกจากหนอนชนิดนี้แล้วยังไม่เคยพบศัตรูบัวบกชนิดอื่นอีกเลย

     การป้องกันกำจัดหนอนที่มากัดกินใบ      
ถ้าพบจำนวนไม่มากจะเก็บตัวมันออกไปทำลายทิ้งหรือหากพบว่ามีจำนวนมากต้อง ใช้สารเคมีกำจัด ต่อมาได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ให้นำเมล็ดลางสาดจำนวน 1.5 กิโลกรัมมาบด นำไปผสมกับน้ำ 1 ปี๊บหมักทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง หลังจากนั้นนำมากรองเอาแต่เฉพาะน้ำไปฉีดพ่นให้ทั่วแปลง หรืออีกวิธีหนึ่งที่ใช้สลับกันคือ นำต้นมะเขือเทศมาหั่นให้ละเอียดอัตราส่วน 2 กำมือไปใส่ในน้ำร้อนจำนวน 2 ลิตรหมักทิ้งไว้ประมาณ 5 ชั่วโมงแล้วกรองเอาแต่เฉพาะส่วนน้ำไปฉีดพ่นให้ทั่วแปลงจะป้องกันไม่ให้หนอน คืบมากัดกินใบบัวบกได้ ทั้ง 2 วิธีมีความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้รับประทานและประหยัดต้นทุนการผลิตด้วย

การให้น้ำน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต
ดังนั้นในการให้น้ำบัวบกจะต้องพอเหมาะพอดี สำหรับที่นี่ได้จัดระบบการให้น้ำบัวบกเป็นแบบมินิสปริงเกลอใช้ต้นทุนในการ จัดหาอุปกรณ์ครบชุด 30,000 - 40,000 บาท จากนั้นจัดวางท่อเอสล่อนที่ติดหัวสปริงเกลอลงบนกลางแปลงปลูกหลังจากที่ทำการ ปลูกบัวบกเสร็จแล้วให้มีระยะห่างกัน 4x6 เมตร การให้น้ำบัวบกทุกวันเช้า - เย็น นานครั้งละ 2 ชั่วโมงจะเพียงพอต่อการเติบโตของบัวบกได้ดีจ่ายค่าไฟฟ้าสำหรับสูบน้ำ 350 บาทต่อเดือน

                    การเก็บเกี่ยวบัวบก                    
คุณไพศาล พวงแย้ม เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า เมื่อมีการดูแลรักษาดี หลังจากปลูกประมาณ 60 - 90 วันก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวใบและเถาได้ โดยวิธีการเก็บได้ใช้เสียมเหล็กขนาดเล็กขุดเซาะบริเวณใต้รากแล้วดึงเอาต้นเถาบัวบกออกมาล้างน้ำ ทำความสะอาดเก็บใบเหลืองเศษวัชพืชอื่น ๆ ออกจากนั้นใช้มีดบางตัดบริเวณโคนต้นให้ได้ความยาวประมาณ 1 คืบนับจากปลายใบลงมา นำใบบัวบกจัดเป็นกำ ๆ ละ 1 ขีด นำไปบรรจุถุงพลาสติกถุงละ 50 กำหรือ 5 กิโลกรัม จัดขึ้นรถยนต์นำไปขายส่งให้กับพ่อค้าส่งที่ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง จังหวัดปทุมธานี อีกตลาดค้าส่งอีกแห่งหนึ่งคือที่จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดนครปฐม ในเดือนเมษายน - พฤษภาคม เป็นช่วงที่บัวบกออกสู่ตลาดน้อยจะขายได้ราคาดีคือ 150 บาทต่อกิโลกรัม แต่ถ้าเป็นช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม บัวบกจะออกสู่ตลาดจำนวนมากจะขายในราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าวางแผนการปลูกให้ดีจะสามารถเก็บบัวบกได้ตลอดปี ทุกวันนี้เมื่อนำบัวบกออกขายได้เงินเท่าใดแล้วจะหักต้นทุนการผลิตออก ซึ่งแต่ละครั้งจะมีรายได้ 500 บาทขึ้นไป


คุณดารณี ทองใบ นักวิชาการเกษตร 
กลุ่มพืชผัก กรมส่งเสริมการเกษตร เล่าให้ฟังว่า บัวบกเป็นพืชล้มลุกในเขตร้อน เป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น ในบางพื้นที่ พบมีขึ้นได้ทั่วไปในพื้นที่ลุ่มและชื้นแฉะ การเจริญเติบโตของบัวบกจะเลื้อยไปตามพื้นดิน ใบและรากแตกออกตามข้อของลำต้น ใบมีรูปร่างกลม ขอบใบหยัก ผิวใบด้านบนเรียบส่วนด้านล่างมีขนสั้น ดอกออกเป็นช่อตามบริเวณข้อรูปร่างคล้ายร่มแต่ละช่อมี 3 - 4 ดอก กลีบดอกมี 5 กลีบสีม่วงอมแดง หลังจากปลูก 60 - 90 วันจะเริ่มเก็บเกี่ยวใบและเถาไปรับประทานหรือขายได้  ใบและเถาบัวบกเป็นพืชผักที่คนไทยนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย มีประโยชน์ทางด้านโภชนาการ ใบและเถาบัวบกมีกลิ่นหอม รสชาติมันอมขมเล็กน้อย มีสรรพคุณแก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ และอื่นๆ บัวบกยังเป็นพืชอีกทางเลือกหนึ่งที่มีการนำไปปรุงเป็นเครื่องสำอางและนำไป ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยารักษาโรค เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้ได้มากขึ้น

คุณอรสา ดิสถาพร หัวหน้ากลุ่มพืชผัก
กรมส่งเสริมการเกษตร เล่าให้ฟังว่า การส่งเสริมปลูกบัวบกนั้นคงต้องยอมรับกันว่าตลาดยังไม่เปิดกว้างมากนักเป็น พืชผักพื้นบ้านที่สำคัญทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นที่สามารถสร้างรายได้ให้ กับผู้ปลูกได้ดีพืชหนึ่ง แนวทางที่กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการอยู่ในขณะนี้คือ ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดแต่ละจังหวัดส่งเสริมให้เกษตรกรมีการอนุรักษ์บัวบก หรือพืชผักอื่นๆ ให้พืชผักพื้นบ้านที่สำคัญทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น หรือชุมชนส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกทั้งในรูปแบบที่เป็นพืชเสริมรายได้กับพืช อื่นเป็นการลดความเสี่ยงทางด้านการผลิตและที่สำคัญจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ กับผู้ปลูกมีอาหารรับประทานในครัวเรือน นำไปขายเป็นการเสริมสร้างรายได้ สร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวเกษตรกร จากเรื่องราวของการปลูกบัวบกที่นำเสนอมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น รายละเอียดต่างๆ ยังมีอีกมาก สำหรับในแง่มุมการได้ประโยชน์

   จากบัวบกนั้นได้นำข้อมูลจากผักพื้นบ้าน    
ความหมายและภูมิปัญญาของสามัญชนไทย เอกสารของสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข 2540 : 147 มาเล่าสู่กันดังนี้ รสและประโยชน์ต่อสุขภาพของบัวบกจะมี รสมันอมขมเล็กน้อย มีกลิ่นหอม ช่วยระบายความร้อน บำรุงกำลัง ใบบัวบก 100 กรัมให้พลังงานต่อร่างกาย 44 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยเส้นใย 2.6 กรัม แคลเซียม 146 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม เหล็ก 3.9 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10962 ไอยู (IU) วิตามินบีหนึ่ง 0.24 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.09 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.8 มิลลิกรัม และวิตามินซี 4 มิลลิกรัม ผู้เขียนขอบคุณคุณชัด ขำเอี่ยม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร จากสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท ที่ได้นำชมการปลูกบัวบก พืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นของจังหวัดชัยนาท เป็นการนำสิ่งที่ เป็นภูมิปัญญาของปู่ย่าตายายออกมาเผยแพร่สู่ท่านผู้อ่าน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้หรือมีประสบการณ์ในการนำไปประกอบเป็นอาชีพได้บ้าง ปัจจุบันบัวบกนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้านเช่น นำไปเป็นผักสดรับประทานกับน้ำพริก แกงเหลือง ลาบ น้ำตก ผัดไทย และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนนำไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรส่งวางขายตามห้าง สรรพสินค้าต่างๆ หลายแห่ง ซึ่งได้ก่อให้เกิดรายได้ต่อเกษตรกรทั้งสิ้น ถ้าหากเกษตรกรท่านใดสนใจหรือยังมีที่ดินว่างๆ มีแรงงานมีเงินทุน มีความสามารถในการจัดการที่ดี และคิดที่จะให้มีงานทำโดยการปลูกบัวบกเพื่อให้เป็นพืชอีกทางเลือกใหม่ในการ เสริมสร้างรายได้ที่นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงให้กับครอบครัวก็แวะไปชม วิธีการปลูกได้ที่สวนบัวบกของคุณไพศาล พวงแย้ม 17/1 หมู่ 1 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โทร. 056 - 437336, 0 - 6203 - 9874 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแพรกศรีราชา สำนักงานเกษตรอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 056 -481442 ก็ได้บ้านอะลาง

ศึกษาพืช ในท้องถิ่น ใบบัวบก (สรรพคุณและประโยชน์ของใบบัวบก )

บัวบก

บัวบก ชื่อสามัญ Gotu kola
บัวบก ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (L.) Urb. จัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE)
สมุนไพรบัวบก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักหนอก (ภาคเหนือ), ผักแว่น (ภาคใต้), กะโต่ เป็นต้น จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดในแถบเอเชีย เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีกลิ่นฉุน มีรสขมหวาน
เมื่อพูดถึง บัวบก สมุนไพรชนิดนี้ขึ้นมาทีไร หลาย ๆคนคงนึกไปว่ามันแค่ช่วยแก้อาการช้ำในเฉย ๆ (ส่วนอาการอกหักนี้ไม่เกี่ยวกันนะ) แต่ในความเป็นจริงแล้ว บัวบก หรือ ใบบัวบก นั้นมีสรรพคุณมากมาย เพราะได้รับการกล่าวขานเกี่ยวการรักษาโรคได้หลายชนิด อย่างโรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องเสีย ท้องอืด แผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ ช่วยลดความอ่อนล้าของสมอง
ใบบัวบก มีสารประกอบสำคัญ ๆหลายชนิด อย่าง บราโมซัยด์ บรามิโนซัยด์ ไตรเตอพีนอยด์ มาดิแคสโซซัยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ และยังมี กรดมาดิแคสซิค วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี6 วิตามินเอ วิตามินเค ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโซเดียม และ กรดอะมิโน อย่าง แอสพาเรต กรดกลูตามิก เซรีน ทรีโอนีน อะลานีน ไลซีน ฮีสทีดิน เป็นต้น
ใบบัวบก เหมาะสำหรับคนที่ขี้ร้อน มีภาวะแกร่ง หรือมีความร้อนชื้น เพราะเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น

ประโยชน์ของใบบัวบก

  1. บัวบกบัวบก เป็นพืชที่มีแคลเซียมในระดับปานกลางถึงสูง แต่มีระดับสารออกซาเลตที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในปริมาณต่ำ
  2. ใบบัวบก ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ย้อนอายุและวัย
  3. สรรพคุณใช้เป็นยาอายุวัฒนะ
  4. ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
  5. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆในร่างกาย
  6. ประโยชน์ของใบบัวบก ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ฟื้นฟูรอบดวงตา เพราะบัวบกมีวิตามินเอสูง
  7. ช่วยรักษาอาการตาอักเสบบวมแดง ด้วยการใช้ใบบัวบกล้างน้ำสะอาด คั้นเอาแต่น้ำนำมาหยดที่ตา 3-4 ครั้งต่อวัน
  8. ช่วยบำรุงประสาทและสมองเหมือน ใบแปะก๊วย
  9. ช่วยทำให้ความจำดีขึ้น และทำให้มีปฏิภาณไหวพริบเพิ่มมากขึ้น
  10. ช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงอายุ
  11. เชื่อว่าใบบัวบกมีส่วนช่วยเพิ่มไอคิว ความฉลาด และความสามารถในการเรียนรู้
  12. ใบบัวบก สรรพคุณช่วยชะลออาการของโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ สตรีวัยทอง หรือโรคอัลไซเมอร์ หรืออาการหลงลืมระยะสั้นได้
  13. ช่วยเพิ่มสมาธิ แก้สมาธิสั้น
  14. ช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดสินใจเฉพาะหน้า
  15. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ปวดศีรษะข้างเดียว
  16. ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ
  17. ช่วยผ่อนคลายความเครียด
  18. ช่วยเสริมการทำงานของ กาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจ จึงช่วยผ่อนคลายและทำให้หลับง่ายขึ้น
  19. ช่วยทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
  20. ประโยชน์ของใบบัวบกช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
  21. ประโยชน์ใบบัวบก ใช้เป็นบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย
  22. ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย
  23. ช่วยบำรุงหัวใจ
  24. ช่วยฟื้นฟูสุขภาพจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
  25. ช่วยทำให้จิตใจสดชื่น อารมณ์แจ่มใส
  26. ช่วยทำให้หน้าตาสดใส เหมือนเป็นวัยรุ่น
  27. ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ
  28. ช่วยบำรุงเสียง
  29. ช่วยรักษาอาการเจ็บคอ ด้วยการใช้บัวบกสดประมาณ 1 กำมือ นำมาตำคั้นเอาน้ำแล้วเติมน้ำส้มสายชู 1-3 ช้อนแกง แล้วจิบกินบ่อย ๆ
  30. ช่วยแก้กระหายน้ำ
  31. สรรพคุณใบบัวบก ช่วยแก้อาการร้อนใน ตัวร้อน
  32. ใบบัวบกมีสารยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยต่อต้านโรคมะเร็ง
  33. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดี
  34. ช่วยรักษาโรคดีซ่านจากภาวะร้อนชื้น ด้วยการใช้บัวบก 30 กรัม น้ำตาลทรายกรวด 30 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  35. ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง
  36. ช่วยรักษาอาหารหืด
  37. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ด้วยการใช้ต้นสด 1 กำมือต้มกับน้ำแล้วนำมาดื่ม หรือจะใช้บัวบกสด ๆทั้งต้นประมาณ 30 กรัมนำมาค้นเอาน้ำ เติมน้ำตาลเล็กน้อยแล้วดื่มกินประมาณ 5-7 วัน
  38. ช่วยรักษาโรคลมชัก
  39. ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
  40. ช่วยรักษาอาการเต้านมอักเสบเป็นหนองในระยะแรก ด้วยการใช้บัวบกและเปลือกของลูกหมาก 1 ผล นำมาต้มกับเหล้าดื่ม
  41. ช่วยแก้คนเป็นบ้า
  42. ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับเลือด
  43. สรรพคุณของบัวบก ช่วยลดความดันเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลือด และช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
  44. ช่วยรักษาโรคที่มีสมุฏฐานจากเสมหะ
  45. ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า
  46. ช่วยแก้ไข้
  47. ช่วยห้ามเลือดกำเดา เพราะทำให้เลือดเดินแต่เลือดจะไม่ออกจากเส้นเลือดและยังทำให้เลือดเย็นอีกด้วย
  48. ช่วยแก้อาการช้ำใน บาดเจ็บจากการกระทบกระแทก
  49. เป็นพืชที่ย่อยได้ง่าย
  50. ช่วยทำให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากขึ้น
  51. บัวบกสรรพคุณ ช่วยแก้อาการท้องเสีย
  52. สารสกัดจากใบบัวบกมีฤทธิ์ป้องกันและยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี
  53. ประโยชน์ของใบบัวบกช่วยแก้อาการเริ่มที่จะเป็นบิด
  54. ช่วยรักษาโรคบิด หรือมีมูกเลือดปนเมื่อขับถ่าย
  55. ช่วยรักษากระเพาะอาหารเป็นแผล
  56. ใช้เป็นยาระบาย ช่วยระบายท้อง แก้ลม
  57. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
  58. แก้อาการปัสสาวะติดขัด ด้วยการใช้ใบบัวบกประมาณ 50 กรัม นำมาตำแล้วพอกบริเวณสะดือ เมื่อถ่ายปัสสาวะคล่องดีแล้วค่อยเอาออก
  59. บัวบกสรรพคุณทางยา ช่วยขับความร้อนชื้นทางเดินปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว
  60. ช่วยรักษาโรคนิ่วทางเดินปัสสาวะด้วยการใช้บัวบก 50 กรัมต้มกับน้ำชาข้าวครั้งที่ 2 แล้วนำมาดื่ม
  61. ช่วยรักษาอาการมีหนองออกจากปัสสาวะ
  62. ช่วยแก้อาการน้ำดีในร่างกายมากเกินไป
  63. ช่วยรักษาโรคม้ามโต
  64. ช่วยรักษาอาการติดเชื้อของไวรัสตับอักเสบ
  65. แก้อาการปวดข้อรูมาตอยด์
  66. ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 20 ใบนำมาล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด
  67. ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วยิ่งขึ้น ช่วยเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ
  68. ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ด้วยการใช้ใบบัวบกมาทุบให้แหลกแล้วนำมาโปะบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกประมาณ 40 กรัม ต้มกับเหล้าแดงประมาณ 250 cc. ประมาณ 1 ชั่วโมงล้วนำมาดื่ม
  69. ใช้บัวบกตำนำมาพอกรักษาความร้อนบวมของโรคไฟลามทุ่ง หรือจะใช้รักษาอาการด้วยการใช้เอาบัวบกที่คั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับแป้งข้าวเหนียวทำเป็นแป้งเหลว พอกบริเวณที่เป็น
  70. ช่วยรักษาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
  71. ใบบัวบกสรรพคุณทางยา ช่วยรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เช่น โรคเรื้อน โรคสะเก็ดเงิน หิด หัด เป็นต้น
  72. ช่วยระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดหนอง
  73. สรรพคุณใบบัวบกช่วยลดอาการอักเสบของแผลเป็นอย่างดี และใช้ทารักษาแผลอักเสบจากการผ่าตัดได้อีกด้ว
  74. ช่วยรักษาผิวหนังเป็นด่างขาว
  75. ใช้เป็นยาถอนพิษ ช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อน จากแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้ทั้งต้นสดของบัวบกประมาณ 3 ต้นนำมาล้างน้ำให้สะอาด ตำให้แหลกแล้วนำมาพอกแผลไฟไหม้
  76. บัวบกมีการนำมาผลิตเป็นแคปซูลวางจำหน่าย มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic)
  77. ปัจจุบันมีการนำไปทำเป็นยาเป็นแผนปัจจุบันในรูปแบบผงใช้โรยแผล และในรูปแบบเม็ดรับประทานเพื่อรักษาแผลผ่าตัด แผลสดไฟไหม้น้ำร้อนลวก หรือฝีหนองได้ และยังช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นอีกด้วย
  78. ช่วยแก้อาการ ก้างปลาติดคอ ด้วยการน้ำบัวบกไปต้มน้ำ แล้วค่อย ๆ กลืนน้ำลงคอ
  79. ใบและเถาบัวบกใช้รับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ลาบ ก้อย แกงเผ็ด ยำใบบัวบก ซุบหน่อไม้ เป็นต้น
  80. น้ำคั้นจากใบบัวบกนำมาทำเป็นน้ำมันบัวบกใช้ชโลมศีรษะ มีสรรพคุณช่วยบำรุงหนังศีรษะและเส้นผม ช่วยทำให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมร่วง ผมหงอกก่อนวัย
  81. น้ำใบบัวบก เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับหน้าร้อนเป็นอย่างมาก เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็นดับร้อนในร่างกายได้สารพัด
  82. สารสกัดจากใบบัวบก มีคุณสมบัติช่วยลดการระคายเคืองผิว และปลอดภัยกับร่างกาย
  83. สารสกัดจากใบบัวบกมีการนำมาใช้เพื่อเป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง
  84. มีการนำสารสกัดจากใบบัวบกมาใช้ทำเป็นวัสดุปิดแผล
  85. ลบรอยตีนกาตื้น ๆ ด้วยน้ำใบบัวบก ด้วยการนำบัวบกมาล้างน้ำให้สะอาด นำไปปั่นจนละเอียด แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้สำลีชุบน้ำทาทั่วบริเวณหางตาหรือทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก โดยควรทาทุกวันก่อนนอน
  86. มีการนำสารสกัดจากใบบัวบกมาผลิตเป็น สบู่ใบบัวบก ซึ่งผู้ผลิตอ้างว่าช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส ผิวหน้าเต่งตึงได้
advertisements

วิธีทำน้ำบัวบก

  1. วิธีทำน้ำบัวบกวิธีทำน้ำบัวบก ควรเลือกใช้ใบบัวบกที่แก่กว่า กินเป็นผักสด โดยใช้ทั้งรากนำมาล้างน้ำทำความสะอาด
  2. ใบบัวบกจะเหนียวให้ตัดเป็น 2-3 ท่อน ก่อนนำมาบด
  3. คั้นน้ำแรกโดยผสมน้ำกับใบบักบกที่บด แล้วนำกากที่เหลือมาคั้นน้ำที่สองเพื่อให้ได้ตัวยาสมุนไพรที่ยังเหลืออยู่ (ควรใช้น้ำสะอาด และห้ามใช้น้ำร้อน หรือนำน้ำที่ค้นได้ไปต้ม)
  4. กรองน้ำบัวบกด้วยผ้าขาวบางห่าง ๆ (แบบผ้ามุ้ง ถี่มากจะกรองไม่ได้)
  5. หลังกรองจะมีกากให้ทิ้งไป ให้รินเฉพาะน้ำส่วนใส ๆมาดื่ม
  6. น้ำบัวบกต้องคั้นใหม่ ๆ จากใบสด ๆ และไม่ควรเก็บน้ำที่คั้นได้ไว้นาน หรือควรแช่เย็นเก็ยไว้
  7. น้ำเชื่อมถ้าทำมาจากน้ำต้มใบเตย จะทำให้น้ำบัวบกอร่อยมากขึ้น
สรรพคุณของน้ำใบบัวบกช่วยแก้ร้อนใน ช้ำใน

ไข่เจียวบัวบก

  1. ใบบัวบกวัตถุดิบที่ต้องเตรียมได้แก่ บักบกสด 20 กรัม / ไข่ 2 ฟอง / น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ / น้ำปลาเล็กน้อย / น้ำมันพืชสำหรับใช้ทอด
  2. นำบัวบกมาล้างจนสะอาดแล้วหั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ
  3. นำไข่มาตอกแล้วตีไข่เติมเครื่องปรุงต่าง ๆ
  4. นำใบบัวบกที่ซอยแล้วผสมลงไปในไข่คนให้เข้ากัน
  5. นำมาทอดในไฟอ่อนจนไข่สุก
สรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ และวิงเวียนศีรษะ

ข่างปองบัวบก (บัวบกชุบแป้งทอด)

  1. เตรียมวัตถุดิบดังนี้ บัวบกสด / ไข่ไก่ / แป้งทอดกรอบ / กระเทียมหั่นหยาบ / หอมแดงหั่นหยาบ / เกลือ / พริกไทยป่น
  2. นำบัวบกสดที่ได้มาล้างทำความสะอาดแล้วหั่นหยาบ ๆ ให้พอดีคำ
  3. นำแป้งที่ใช้ทอดกรอบนำมาผสมกับไข่ไก่ กระเทียม หอมแดง พริกไทย และเกลือผสมเข้าด้วยกัน
  4. นำบัวบกที่หั่นเตรียมไว้ นำมาชุบกับแป้งที่ผสมไว้
  5. หลักจากนั้นตั้งกระทะ ใส่น้ำมันให้ร้อน
  6. แล้วจึงน้ำบัวบกที่ชุบแป้งแล้ว นำมาทอดให้พอเหลืองกรอบแล้วยกลงให้สะเด็ดน้ำมัน
  7. เป็นอันเสร็จ นำมาจิ้มกินกับน้ำจิ้มไก่ตามใจชอบได้เลย

คุกกี้บัวบก

  1. ให้เตรียมวัตถุดิบดังนี้ บัวบกหั่นละเอียด 2 ถ้วยตวง / ไข่ไก่ 1 ฟอง / แป้งอเนกประสงค์ 2 ถ้วยตวง / เนยสดรสเค็ม 2 ถ้วยตวง / น้ำตาลทราย 1.1/2 ถ้วยตวง / ผงฟู 2 ช้อนชา / กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
  2. นำใบบัวบกมาล้างทำความสะอาดแล้วหั่นให้ละเอียด โดยตัดก้านและใบออกจากกัน ก้านให้หั่นเป็นท่อนเล็ก ๆ ส่วนใบนำมาเรียงซ้อนกันแล้วหั่นตามขวางและกลับมาหั่นอีกข้าง แล้วพักไว้
  3. นำแป้งและผงฟูมาร่อนผ่านตะแกรง 2 รอบ แล้วพักไว้
  4. รำเนยสดมาตีให้เข้ากับน้ำตาล ด้วยความเร็วปานกลางจนขึ้นฟูประมาณ 1 นาที
  5. ใส่ไข่ไก่และกลิ่นวนิลาลงไป แล้วตีให้เข้ากัน
  6. ค่อย ๆใส่แป้งที่ร่อนไว้แล้วลงไปทีละน้อย (ครั้งละ 1 ส่วน 3 ของแป้งทั้งหมด) แล้วตีแป้งให้เข้ากับส่วนผสมทั้งหมด
  7. นำบัวบกที่หั่นละเอียดแล้วใส่ลงไปในแป้ง แล้วผสมให้เข้ากันอีกครั้ง
  8. นำไปอบในตู้อบ โดยวางใส่ถาดที่ทาเนยหรือกระดาษทนความร้อน ซึ่งจะต้องตักแป้งให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ
  9. ใช้เวลาอบประมาณ 6-8 นาที ด้วยอุณหภูมิประมาณ 250 องศา หรือดูว่าขอบเริ่มเหลืองก็เป็นอันใช้ได้แล้ว เสร็จแล้ว คุกกี้บัวบก

น้ำมันบัวบก

  1. เตรียมส่วนผสมดังนั้น บัวบก 4 กิโลกรัม / น้ำมันมะพร้าว 1 ลิตร / น้ำสะอาด 1 ลิตร
  2. นำบัวบกมาล้างน้ำทำความสะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
  3. เติมน้ำลงไปในบัวบก แล้วนำไปปั่นจนละเอียด
  4. เสร็จแล้วให้กรองเอาแต่น้ำบัวบกที่ได้จากการปั่น
  5. นำน้ำบัวบกที่กรองได้ไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว โดยใช้ไฟอ่อน ๆ ประมาณ 80 องศาเซลเซียส
  6. เคี่ยวไปเรื่อย ๆจนเหลือแต่น้ำมันมะพร้าว โดยให้สังเกตลักษณะกากของน้ำมัน จะมีลักษณะแห้งแบบเม็ดทราย ถือว่าเป็นอันใช้ได้ ยกลงจากเจาแล้วกรองเอาน้ำมัน เป็นอันเสร็จ
วิธีใช้น้ำมันบัวบก
  1. ใช้น้ำมันที่ได้นำมาชโลมเส้นผม แล้วนวดให้ทั่วหนังศีรษะ
  2. นวดเสร็จแล้วให้หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
  3. ครบเวลาแล้วให้สระผมด้วยน้ำอุ่นพร้อมแชมพูตามปกติ เป็นอันเสร็จ
น้ำมันบัวบก สรรพคุณช่วยบำรุงหนังศีรษะและเส้นผม ช่วยทำให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมร่วง ผมหงอกก่อนวัย

คำเตือนและคำแนะนำ

  • สรรพคุณของใบบัวบกการรับประทานใบบัวบกคุณควรพิจารณาพื้นฐานของร่างกาย อย่ามองแต่สรรพคุณเพียงอย่างเดียว
  • บัวบกไม่เหมาะกับคนที่มีภาวะเย็นพร่อง หรือขี้หนาว ท้องอืดบ่อย ๆ
  • การรับประทานบัวบกในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลได้ เพราะเป็นยาเย็นจัด แต่ถ้ารับประทานในขนาดที่พอดีแล้วจะไม่มีโทษต่อร่างกายและได้ ประโยชน์สูงสุด
  • การดื่มน้ำบัวบกติดต่อกันทุกวันให้ดื่มแค่วันละประมาณ 50 มิลลิลิตร
  • การกินเพื่อเป็นยาบำรุง ต้องกินตามขนาดที่ระบุไว้ ถ้ากินใบบัวบกสด ๆ ในปริมาณน้อย เช่น วันละ 2-3 ใบทุกวัน ก็ไม่เป็นอะไร หรือจะกินน้ำคั้นบัวบกแก้ช้ำในหรือร้อนใน ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ก็ได้
  • ถ้ากินเป็นผัก จิ้มครั้งละ 10-20 ใบ ต่อสัปดาห์ไม่ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ถ้ากินติดต่อกัน 10 วันอาจจะเป็นพิษกับร่างกายได้
  • การเก็บใบบักบกอย่าเก็บมาเฉพาะใบ เพราะจะทำให้ได้ตัวยาสมุนไพรมาไม่ครบ ให้ถอนมาทั้งต้นและราก เพราะในส่วนของรากจะมีตัวยาสมุนไพรอยู่ด้วย
  • ไม่ควรนำใบบักบกไปตากแดด เพื่อทำให้แห้ง เพราะจะทำให้สูญเสียตัวยาสมุนไพรซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหยได้ โดยให้ผึ่งลมตากไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อแห้งแล้ว ให้นำมาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทป้องกันความชื้น
แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างส่งเสริมสุขภาพ (สสส.), เว็บไซต์หมอชาวบ้าน, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์.com (ไม่อนุญาตให้คัดลอกเนื้อหาไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใด)